SAT

Next SAT Test Date

Day(s)

:

Hour(s)

:

Minute(s)

:

Second(s)

SAT คืออะไร

จริงๆแล้ว SAT ก็คือข้อสอบ Admission ของนักเรียนในสหรัฐอเมริกานั่นเอง (คล้ายกับข้อสอบ GAT ของนักเรียนไทย) ข้อสอบในปัจจุบัน ตั้งแต่รอบสอบหลังจาก 23 ม.ค. 2016 เป็นต้นไป ประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ (1) Mathematics (2) Reading and Writing โดยแต่ละส่วนจะมีคะแนนเต็ม 800 คะแนน ทำให้คะแนนรวมทั้งหมดเท่ากับ 1,600 คะแนน ซึ่งหลักสูตรอินเตอร์ในไทย เช่น จุฬาฯหรือธรรมศาสตร์ก็ให้นักเรียนยื่นผลสอบ SAT ในการสอบเข้าเช่นกัน

การสอบ SAT นั้นเปิดสอบในประเทศไทยด้วย โดยตั้งแต่ปี 2017 จะมีรอบสอบทั้งสิ้นปีละ 4 รอบในเดือน Mar, May, Oct, Dec ซึ่งสามารถสมัครสอบ online และชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้เลย ค่าสอบประมาณ $100 ต่อครั้งและทราบผลสอบประมาณ 2 สัปดาห์หลังสอบ

New SAT (ข้อสอบใหม่ ตั้งแต่รอบสอบ May 2016)

ในปี 2016 จะมีการเปลี่ยนแปลงข้อสอบ SAT โดยเริ่มตั้งแต่รอบ Mar 2016 ในสหรัฐอเมริกาและ May 2016 ในประเทศอื่นๆรวมทั้งไทย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจดังนี้
1. การตอบผิดจะไม่มีการหักคะแนนอีกต่อไป
2. การรวมข้อสอบในส่วน Reading และ Writing เข้าด้วยกัน (ข้อสอบเดิมแยกกัน) ทำให้คะแนนเต็มลดจาก 2,400 เหลือ 1,600
3. ไม่บังคับสอบ Essay ทำให้เวลาสอบลดลงจาก 3 ชั่วโมง 45 นาทีเหลือ 3 ชั่วโมงหากไม่ต้องการสอบ Essay
4. ข้อสอบ Reading จะไม่มีการถามคำศัพท์โดยให้เติมในประโยคให้สมบูรณ์ แต่จะใช้วิธีให้อ่านเนื้อเรื่องแล้วให้ตีความหมายแทน
5. ข้อสอบ Writing เป็นการถามหลัก Grammar ว่าคำหรือประโยคที่ให้มานั้นสมบูรณ์แล้วหรือต้องมีการแก้ไข แต่จะไม่มีการทดสอบ Error Identification
6. ข้อสอบ Math มีทั้งส่วนที่ใช้เครื่องคิดเลขได้และส่วนที่ห้ามใช้เครื่องคิดเลข มีเนื้อหาบางส่วนเพิ่มจากข้อสอบเดิม เช่น Trigonometry
โดย aims จะมีการจัดกิจกรรม New SAT Workshop เป็นระยะๆ ติดตามรายละเอียดได้ที่ LINE @aims, facebook: aims.school หรือโทร 02-254-9300, 02-644-9620, 02-636-6364

ควรเริ่มเรียน SAT เมื่อไร

การสอบ SAT ไม่มีการกำหนดอายุผู้สอบและเก็บผลไว้ได้ถึง 2 ปี ดังนั้นนักเรียนหลายๆคนจึงเริ่มเตรียมตัวสอบ SAT ตั้งแต่อยู่ม. 4 (หรือประมาณ Grade/Year 10) เนื่องจากทำให้มีโอกาสสอบหลายรอบมากกว่า นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้คะแนนสูงมากกว่าคนที่เตรียมตัวช้า นอกจากนี้ aims ยังมีการจัดกิจกรรมสอน SAT ฟรี! เป็นประจำทุกปี โดยสามารถติดตามได้จาก LINE @aims หรือ facebook: aims.school

การเรียน SAT ที่ aims มีหลายรูปแบบได้แก่

1. แบบเดี่ยวหรือจับกลุ่มเพื่อนมาเอง
2. แบบกลุ่ม (มีตารางเรียนใน website)
3. การเรียน SELF (เรียนกับคอมพิวเตอร์ที่ aims ดูรายละเอียดที่นี่)
4. การเรียน online (เรียนผ่าน PC, Laptop, Tablet, Smart Phone ที่ไหนก็ได้โดยดาวน์โหลดแอพ “aims school” หรือ ดูรายละเอียดที่นี่)

โดยนักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความต้องการ (แยกเรียน Reading/ Writing หรือ Mathematics ได้) ทั้งนี้แนะนำให้ปรึกษากับ Counselor คือคุณปัญญาธัมม์ (คุณต้น) หรือคุณปวเรศ (คุณป็อป) ผู้ซึ่งมีประสบการณ์แนะแนวกว่า 5 ปีและได้รับเชิญไปบรรยาย ณ โรงเรียนต่างๆ เช่น กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย สาธิต มศว ปทุมวัน สามเสนวิทยาลัย ฯลฯ และช่วยให้นักเรียนสอบติดมานับร้อยคนแล้ว

Counselor
คุุณต้นและคุณป็อปบรรยายที่ร.ร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

หากจะเริ่มต้นเรียน SAT ควรเรียนคอร์สไหนดี

ผลจากการสอน SAT มากกว่า 10 ปีทำให้ aims พัฒนาคอร์สเพื่อเตรียมความพร้อมจำนวน 8 ประเภทโดย aims เป็นสถาบันแรกๆที่มีการแบ่งระดับทั้งใน Math และ Reading and Writing  เพื่อให้นักเรียนที่มีความสามารถใกล้เคียงกันเรียนร่วมกันโดยมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังจำกัดจำนวนนักเรียนต่อชั้นเรียนไม่ให้มากเกินตั้งแต่ 8-25 คน (แล้วแต่ประเภทกลุ่ม) ทำให้มั่นใจได้ว่านักเรียนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง นักเรียนใหม่ไม่จำเป็นจะต้องเริ่มเรียนจากการเรียนแบบพื้นฐาน (Foundation) แต่ขึ้นอยู่กับผลสอบ Pre-Test โดยหากได้คะแนนดีพอ จะได้สิทธิเข้าเรียนในระดับสูงขึ้นได้ทันทีที่เรียนคอร์สแรก ทำให้นักเรียนเตรียมตัวสอบได้เร็วขึ้นและไม่ต้องเปลืองเงินค่าเรียนเพราะไม่ต้องเริ่มจากระดับพื้นฐานในกรณีที่มีทักษะในการเรียนดีอยู่แล้ว aims มีการจัดสอบ SIM Test เป็นประจำทุกเดือน สำหรับวัดผลก่อนเข้าเรียน ก่อนเรียนจบคอร์ส หรือวัดระดับความสามารถก่อนสอบ การสอบแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง โดยเริ่มสอบตั้งแต่ 9:00น. นักเรียน aims และเพื่อน 1 คนสามารถร่วมกิจกรรมได้ฟรี (บุคคลทั่วไปคนละ 200.-) จองตารางเพื่อสอบได้ที่ aims ทุกสาขาหรือ LINE @aims ดูรายละเอียดการจัดกิจกรรมได้ที่ตารางด้านล่างนี้

SAT SIM Test Dates @aims

 SiamPhayathaiSilom
Sep 201724 (Sunday)23 (Saturday)
Oct 201729 (Sunday)28 (Saturday)
Nov 201726 (Sunday)25 (Saturday)
Dec 201724 (Sunday)23 (Saturday)

ตัวอย่างการเลือกคอร์สเรียน

1. ต้องการเข้า BBA จุฬาฯ: คะแนนเป้าหมายที่ควรทำให้ได้คือ 1,250 – 1,300 ซึ่งโดยปกติแล้วนักเรียนส่วนมากจะทำคะแนน Math ได้ดีกว่า Reading and Writing มาก โดยอาจตั้งเป้ากลางๆไว้ที่ Math 750, Reading and Writing 500 ดังนั้นควรตั้งเป้าเรียน SAT Higher Level (Math) เพื่อได้คะแนน 750 ขึ้นไป และตั้งเป้าเรียน SAT Extended. Level (Reading and Writing) หากทำ Placement Test ไม่ผ่านก็อาจเรียน SAT Foundation Level (Reading and Writing) คู่กับ Vocabulary เพื่อพัฒนาคะแนน Reading and Writing ให้ได้ 500 คะแนนขึ้นไป
2. ต้องการเข้า EBA จุฬาฯ: คะแนนเป้าหมายที่ควรทำให้ได้คือ SAT Math 630 ขึ้นไปและ SAT Reading and Writing 400 ขึ้นไปดังนั้นควรตั้งเป้าเพื่อให้สามารถเรียน SAT Moderate Level หรือ Higher Level (Math) เพื่อให้ได้คะแนน 650-700 ขึ้นไป ส่วนภาษาอังกฤษก็เรียน SAT Foundation Level (Reading and Writing) โดยเรียนคู่กับ Vocabulary เพื่อให้ได้คะแนนที่ดี หรือหากทำ Placement Test ได้ดีก็เรียน SAT Extended. Level (Reading and Writing) ได้เลย
3. ต้องการเข้า BBA หรือ BE ธรรมศาสตร์: คะแนนเป้าหมายที่ควรทำให้ได้คือ 1,150 ขึ้นไป โดยอาจตั้งเป้ากลางๆไว้ที่ Math 700, Reading and Writing 450 ควรตั้งเป้าเรียน SAT Higher Level (Math) เพื่อให้ได้คะแนน 700 ขึ้นไป ส่วนภาษาอังกฤษก็อาจเรียน SAT Foundation Level (Reading and Writing) โดยเรียนคู่กับ Vocabulary เพื่อให้ได้คะแนนดี หรือหากได้คะแนน Placement Test ดีก็เรียน SAT Extended. Level (Reading and Writing) ได้เลย
4. ต้องการเข้า ISE จุฬาฯ หรือ TEP/TEPE ธรรมศาสตร์: จะต้องทำคะแนนทั้ง SAT Math และ SAT II วิชา Physics และ Chemistry โดยทำคะแนน SAT Math ให้ได้มากที่สุด ด้วยการเรียน SAT Moderate หรือ SAT Higher level (Math) จากนั้นเรียน SAT II วิชา Physics และ Chemistry ให้ได้ 600 คะแนนขึ้นไป

BBACU
BBATU
EBA vs BE

TOP25SATSCHOOLPICTURE
Source: forbes.com

เกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับ SAT

(1)   SAT ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ Mathematics และ Reading and Writing (ในอดีตมี 3 ส่วนคือ Mathematics, Critical Reading และ Writing)

(2)   ในการคิดคะแนน เมื่อตอบถูกจะได้ 1 คะแนน แต่หากไม่ตอบหรือตอบผิดจะไม่ได้คะแนน แต่จะไม่มีการหักคะแนน (ต่างจากข้อสอบในอดีตที่หากตอบผิดจะมีการหักคะแนนด้วย) คะแนนในส่วนนี้เรียกว่า Raw Score โดยจะถูกนำไปแปลงค่าเป็น Scaled Score ต่อไป (คะแนนเต็มของ Scaled Score คือ 800 คะแนนในแต่ละส่วน)

(3)   ข้อสอบ Mathematics มี 58 ข้อ (20 ข้อห้ามใช้เครื่องคิดเลข ส่วนอีก 38 ข้อสามารถใช้เครื่องคิดเลขได้) ส่วน Reading and Writing มี 96 ข้อ (Reading มี 52 ข้อ ส่วน Writing มี 44 ข้อ) 

(4)   SAT เป็นข้อสอบที่ฝึกการคิดและตอบคำถามให้เร็วและถูกต้อง ดังนั้นเวลาเฉลี่ยในการตอบคำถามแต่ละข้อจึงอยู่ระหว่าง 47-87 วินาทีเท่านั้น (75 วินาทีต่อข้อในส่วน Reading/ 47 วินาทีต่อข้อในส่วน Writing/ 75 วินาทีต่อข้อในส่วน Mathematics ที่ใช้เครื่องคิดเลขได้/ 87 วินาทีต่อข้อในส่วน Mathematics ที่ใช้เครื่องคิดเลขไม่ได้)

(5)   เมื่อกล่าวถึง SAT โดยทั่วไปมักหมายถึง “SAT I” หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ “SAT Reasoning Test” ส่วน SAT II นั้นมีเรียกอีกอย่างว่า “SAT Subject Tests”

(6)   SAT เป็นการสอบแบบ Paper-based Test
หรือการฝนคำตอบลงบนกระดาษคำตอบ ยกเว้นบางข้อของ Mathematics ที่ใช้วิธี “grid-in” หรือเขียนคำตอบลงในกระดาษคำตอบด้วย 

(7)   จากข้อมูลของ College Board คะแนนเฉลี่ยในปี 2015 ของ Mathematics, Critical Reading และ Writing คือ 511, 495 และ 484 คะแนนตามลำดับ (8)   ในสหรัฐอเมริกา นักเรียนสามารถเลือกสอบได้ทั้ง SAT และ ACT ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ SAT

 

สมัครสอบ SAT ได้ที่ไหน

การสมัครสอบ SAT สามารถทำผ่านทางเว็บไซด์ของ College Board ซึ่งเป็นองค์กรที่รับผิดชอบ การสอบ SAT โดยคลิกที่นี่เพื่อสมัครสอบ

ค่าสอบ SAT

$96 (หาก 35 บาทเท่ากับ 1 ดอลลาร์จะเสียค่าสอบ 3,360 บาท) หากต้องการสอบแบบมี Essay ด้วย เพิ่มค่าสอบอีก $11.5 ค่าใช้จ่ายอื่นๆมีดังนี้ (1) การเปลี่ยนแปลงสถานที่สอบหรือประเภทการสอบ ต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่ม $28 (2) หากผู้สมัครสอบต้องการได้รับกระดาษข้อสอบและคำตอบของการสอบในรอบที่ตนเองสอบ (Question-and-Answer Service or QAS) สามารถลงทะเบียนขอรับกระดาษคำตอบพร้อมทั้งข้อสอบและเฉลยได้ โดยเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม $18 (3) หากผู้สมัครสอบต้องการได้รับคำตอบของการสอบในรอบที่ตนเองสอบ (Student Answer Service or SAS) สามารถลงทะเบียนขอรับกระดาษคำตอบได้ โดยเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม $13.50 (4) หากผู้สมัครสอบต้องการส่งผลคะแนนสอบไปให้มหาวิทยาลัย (โดยปกติส่งได้ 4 แห่งและสามารถส่งได้จนถึงวันจันทร์เวลา 23:59 หลังจากวันสอบ 9 วัน แต่หากต้องการส่งเพิ่มหรือส่งไม่ทันเวลาที่กำหนด สามารถทำได้โดยเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม $11.25 ต่อ 1 ที่)

หากสมัครสอบแล้วจะไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้

1) ผู้สมัครสอบในประเทศไทยไม่สามารถขอเลื่อน เปลี่ยนแปลงรอบสอบ หรือ Standby ในวันสอบ 2) ผู้สมัครสอบไม่สามารถยกเลิกการสอบและจะไม่มีการคืนเงินแก่ผู้สมัครสอบ

สอบที่ไหน

การสอบ SAT จะจัดขึ้นตามโรงเรียนนานาชาติทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตามรายชื่อต่อไปนี้   ศูนย์สอบในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

   1 Bangkok Pattana International School
   2 British Columbia International School Bangkok
   3 Concordian International School
   4 Harrow International School
   5 International Community School of Bangkok
   6 Keerapat International School
   7 KIS International School
   8 New International School of Thailand
   9 Ruamrudee International School
   10 Thai-Chinese International School
   11 Wells International School

ศูนย์สอบในต่างจังหวัด

   1 British International School, Phuket
   2 International School Eastern Seaboard (Burapha Golf Club), Chonburi
   3 Chiang Mai International School, Chiang Mai
   4 Lanna International School in Chiang Mai, Chiang Mai
   5 Pream Tinsulanonda International School, Chiang Mai
   6 QSI International School of Phuket
สอบเมื่อไร

ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นไป การสอบ SAT ในไทยจะถูกจัดขึ้น 4 ครั้งต่อปี คือในเดือน Oct, Dec, Mar, May โดยจะประกาศรอบสอบทั้ง 4 รอบนี้ทางเว็บไซท์ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งน้องๆ สามารถสมัครสอบล่วงหน้าทั้ง 4 รอบได้ทันทีที่มีการประกาศวันสอบออกมา

นานเท่าไรจึงจะรู้ผลสอบ

โดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์

คนส่วนใหญ่สอบรอบไหนกัน

หลักสูตรนานาชาติส่วนมากจะเปิดรับสมัครในช่วงเดือนตุลาคมถึงมกราคม ดังนั้นรอบสอบ Oct, Dec จึงเป็น 2 รอบสอบที่คนสอบ SAT ส่วนใหญ่จะสอบกัน หากต้องการสอบในรอบ Oct, Dec ควรสมัครสอบภายในเดือนพฤษภาคมเพราะตามสถิติที่ผ่านมา รอบสอบทั้ง 2 นี้จะถูกจองจนเต็มภายในเดือนพฤษภาคมถึงต้นมิถุนายนเป็นอย่างช้า